เยอรมัน..ลุ้นนั่งบัลลังก์โลกในบ้านตัวเอง
เยอรมัน เป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองทั้งเทคโนโลยี อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รวมทั้ง ฟุตบอล กีฬายอดนิยมของผู้คนทั่วโลก เรียกได้ว่าลองถ้าคนเยอรมัน จะหยิบจะจับจะทำอะไรพวกเขามักจะทำได้ดีเสมอๆ เพราะความมีระเบียบวินัย และความที่ทรัพยากรบุคคลของพวกเขามีคุณภาพมาก นั่นเอง
นับตั้งแต่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก กันมาตั้งแต่ปี 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย เยอรมัน เข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายมาเกือบครบทุกครั้ง จะขาดไปก็แค่ครั้งแรกที่อุรุกวัย และในปี 1950 ที่ บราซิล เป็นเจ้าภาพ เท่านั้น เรียกได้ว่าฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย แข่งขันกันไป 17 ครั้ง เยอรมัน เข้าร่วมไป 15 ครั้ง ไม่น้อยหน้าทีมใดในโลกเช่นกัน จะมีก็แค่ บราซิล ชาติเดียวที่ยกเว้นไว้ให้ในฐานะที่เข้าใจกันได้
จากการลงทำศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายมาแล้ว 15 ครั้ง ปรากฎว่า เยอรมัน คว้าแชมป์โลก มาครองไปแล้ว 3 ครั้ง จึงถือว่าเป็นชาติมหาอำนาจทางด้านลูกหนังโลก อีกชาติหนึ่ง โดย พลพรรคนักเตะ "อินทรีเหล็ก" เริ่มต้นความยิ่งใหญ่ในวงการลูกหนังโลก ในปี 1954 ภายใต้ ฉายา "วอลเตอร์ อีเลฟเว่น" ซึ่งนำทีมโดยนักเตะระดับตำนานของวงการลูกหนังเยอรมันที่ชื่อ ฟริตซ์ วอลเตอร์ และชาวคณะ ซึ่งมี เฮลมุต ราห์น เป็นอีกหนึ่งดาวดัง
ฟริตซ์ วอลเตอร์ และชาวคณะ พาทีมชาติเยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกมาครองได้ ด้วยการเอาชนะ ฮังการี มหาอำนาจลูกหนังในยุคนั้น ไปด้วยสกอร์ 3-2 ที่สนามวันค์ดอร์ฟ สเตเดี้ยม ในกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และนั่นก็คือก้าวแรกสู้ความยิ่งใหญ่ของพลพรรคนักเตะ "อินทรีเหล็ก"
อย่างไรก็ตาม เยอรมัน ต้องรอนานอีกถึง 20 ปี กว่าจะสามารถก้าวขึ้นไปคว้าตำแหน่งแชมป์โลก มาครองได้ โดยคราวนี้ พลพรรคนักเตะ "อินทรีเหล็ก" นำทัพโดย "แดร์ ไกเซอร์" ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ และ "ไอ้ลูกระเบิด" แกร์ด มุลเลอร์ ซึ่งได้ลงเตะในพื้นแผ่นดินของตนเอง จากการรับหน้าสื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ท่ามกลางเสียงเชียร์ และกำลังใจมหาศาลจากแฟนบอลเมืองเบียร์
เยอรมันตะวันตก (ในขณะนั้น) ฝันฝ่า มาจนถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยโคจรมาพบกับ ฮอลแลนด์ ที่นำทัพโดย โยฮัน ครัฟฟ์ และระบบโททั่ลฟุตบอล อันเลื่องชื่อ และก็เป็นทางทีม "อัศวินสีส้ม" ที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน จาก โยฮัน นิสเก้นส์ ก่อนที่ พอล ไบรท์เนอร์ จะมาทำประตูตีเสมอให้กับทีมเจ้าถิ่นได้สำเร็จ ตามมาด้วยประตูชัยของ แกร์ด มุลเลอร์ ที่พา เยอรมัน คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก มาครอง เป็นครั้งที่สอง โดยมี เบ็คเค่นเบาเออร์ ในฐานะกัปตันทีม พาพลพรรคนักเตะ "อินทรีเหล็ก" ก้าวขึ้นไปรับถ้วยแชมป์โลก อย่างสง่างาม
หลังจากที่ เบ็คเค่นเบาเออร์ พาทีมชาติเยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ในฐานะของนักเตะมาแล้ว ในกาลต่อมา เขาก็ได้มารับหน้าที่กุนซือทีม "อินทรีเหล็ก" ชุดลุยฟุตบอลโลก 1990 ที่ อิตาลี โดยมีจุดมุ่งหมายคือตำแหน่งแชมป์โลกสมัยที่ 3 เพื่อลบล้างความผิดหวังจากฟุตบอลโลก 2 ครั้งก่อนหน้านั้น คือในปี 1982 ที่ สเปน และ 1986 ที่ เม็กซิโก ซึ่ง เยอรมันตะวันตก ได้เข้าชิงชนะเลิศมาโดยตลอด แต่ก็พ่ายให้ อิตาลี และ อาร์เจนตินา ตามลำดับ ชวดแชมป์โลกสมัยที่ 3 ไปแบบน่าเจ็บใจมา 2 คราแล้ว
ภารกิจของ เบ็คเค่นเบาเออร์ และชาวคณะ จบลงอย่างสวยงาม เป็น Third Times Lucky ของ เยอรมัน บ้างแล้ว เมื่อพวกเขาฝ่าฝันเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะล้างแค้น อาร์เจนตินา ของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ได้สำเร็จ ด้วยการเฉือนไป 1-0 จากประตูชัยจากจุดโทษของ อันเดรียส เบรห์เม่ ทำให้ โลธ่าร์ มัทเธอุส ในฐานะกัปตันทีม ได้เดินนำลูกทีมขึ้นไปรับถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก ประกาศศักดาการคว้าแชมป์โลก สมัยที่ 3 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่
หลังจากคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 มาครองได้ เยอรมัน ก็มีโอกาสที่จะคว้าแชมป์โลก สมัยที่ 4 มาประดับบารมีได้อีก ในฟุตบอลโลก 2002 ที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เมื่อพวกเขาหลุดเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ อย่างพลิกความคาดหมาย ทั้งที่ผลงานก่อนเริ่มการแข่งขัน ไม่ค่อยโสภาสถาพร เท่าไหร่นัก แต่ เยอรมันก็เป็นเยอรมันอยุ่วันยันค่ำ ในที่สุดก็ถูๆไถๆ ไปถึงรอบชิงชนะเลิศจนได้ แต่ทีม "อินทรีเหล็ก" ภายใต้การคุมทีมของ รูดี้ โฟลเลอร์ ก็ต้องพบกับความผิดหวัง พ่ายให้กับ บราซิล ในรอบชิงชนะเลิศ 0-2 ทำให้ บราซิล คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ไปครองได่ ส่วน เยอรมัน ก็ต้องรอแชมป์โลก สมัยที่ 4 ต่อไป
จบจากฟุตบอลโลก 2002 โฟลเลอร์ ก็พาทีมชาติเยอรมัน ลงทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2004 ที่ประเทศโปรตุเกส เป็นเจ้าภาพ แต่คราวนี้ เยอรมัน ทำผลงานได้น่าผิดหวังนัก จนทำให้ โฟลเลอร์ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งทีมเชฟของ "อินทรีเหล็ก" ไปในที่สุด
สิ้นสุดยุคของ โฟลเลอร์ ทาง สหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน ก็จัดการแต่งตั้ง "ฉลามขาว" เจอร์เก้น คลินส์มันน์ อดีตกองหน้าดาวดังของตนเอง รุ่นราวคราวเดียวกับ โฟลเลอร์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเฮดเทรนเนอร์ของทีม "อินทรีเหล็ก" โดยมีเป้าหมายคือตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 ในแผ่นดินของตนเอง
อย่างไรก็ตามภารกิจของ คลินส์มันน์ ดูเหมือนว่าจะยากเย็นพอสมควร เพราะทรัพยากรนักเตะที่เขามีให้เลือกใช้ มันไม่ได้มีคุณภาพคับแก้ว เหมือนกับในสมัยที่เขายังเป็นนักเตะ นอกจาก มิชาเอล บัลลัค แล้ว นอกนั้นมองๆไป ยากที่จะเห็นนักเตะระดับโลกรายอื่นๆ ในทีม "อินทรีเหล็ก" แม้แต่ โอลิเวอร์ คาห์น ก็ผ่านจุดนั้นไปแล้ว นอกจากนั้นยังดูเหมือนว่าระบบการทำงาน การบริหารทีมของ คลินส์มันน์ กับขาใหญ่หลายคนในวงการลูกหนัง มันไม่ค่อยจะเป็นไปในแนวทางเดียวกันซักเท่าไหร่
แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่า เยอรมันก็คือเยอรมันอยู่วันยันค่ำ ถึงแม้จะมีปัญหาอะไรมากวนใจบ้าง แต่ถึงเวลาแข่งขันจริงๆ พลพรรคนักเตะ "อินทรีเหล็ก" ก็มักจะสำแดงเดชออกมาจนได้ ยิ่งได้ลงเล่นต่อหน้าแฟนๆของตนเอง บนแผ่นดินของตนเองแบบนี้ ยังไงก็มองข้ามเยอรมัน ไม่ได้แน่นอนครับ
โทนคุง (ดีเจ.จากคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 99 MHz.) Blackpanda69@sanook.com
สมัครบริการ SMS รับทีเด็ดฟุตบอลโลกกับ โทนคุง AIS โทร *48885531113 DTAC โทร *19888531113 True Move โทร *48885531113
|